top of page
EV Charger หรือ เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นชุดอุปกรณ์จำเป็นสำหรับใช้งานคู่กับรถ EV ที่กำลังเป็นกระแสที่มาแรงมากในปัจจุบัน และเริ่มเห็นกันได้มากขึ้นบนท้องถนน สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเลือก เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า คือ On-Board Charger เนื่องจากขนาดของ On-Board Charger จะจำกัดปริมาณการไหลของกระแสไฟไม่ให้เกินค่าสูงสุดของสายชาร์จหรือระบบชาร์จจะรับได้ ดังนั้นกำลังไฟของเครื่องชาร์จก็ควรมีค่าใกล้เคียงกับขนาดของ On-Board Charger ด้วยนั่นเอง ยกตัวอย่าง เช่น รถยนต์ยี่ห้อหนึ่งมีขนาดของ On-Board charger เท่ากับ 3.6 kW. ดังนั้นจึงควรเลือก ที่ชาร์จรถไฟฟ้า ที่มีขนาดใกล้เคียงกับ 3.6 kW.
สายชาร์จรถไฟฟ้า มีระบบชุดชาร์จพร้อมระบบป้องกัน (สายแบบ Mode 3) เป็น EV Charger แบบที่มีปลั๊กต่อเฉพาะแบบความปลอดภัยสูง มีระบบวงจรไฟฟ้าแยกอิสระจากระบบไฟบ้าน มีระบบป้องกันภัยที่สำคัญ เช่น ป้องกันกระแสไฟเกิน , ป้องกันอุณหภูมิเกิน , มีระบบสายดิน และมีระบบตัดไฟ ช่วยให้หมดกังวลเกี่ยวกับการชาร์จไฟรถยนต์ข้ามคืน สามารถชาร์จได้เต็มประสิทธิภาพของรถยนต์แต่ละรุ่น นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมและตัดไฟเมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็มทำให้ไม่ต้องคอยถอดสายชาร์จ จึงไม่ยุ่งยากเหมือนกับการใช้ที่ชาร์จรถไฟฟ้าแบบที่แถมมา

ได้ทราบกันไปแล้วว่าต้องเลือกที่ชาร์จรถไฟฟ้าอย่างไร จึงจะปลอดภัยและได้มาตรฐาน สิ่งสำคัญต่อมาที่ต้องทำความเข้าใจคือการใช้งานเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้ถูกวิธีกันนั่นเอง หลายคนคงจะสงสัยว่าในเมื่อรถ EV ขับเคลื่อนโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้า แล้วแบบนี้เวลาชาร์จรถจะเหมือนการเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปที่อยู่ในบ้านหรือไม่ ชาร์จที่บ้านแล้วจะอันตรายไหม และต้องใช้อุปกรณ์เสริมอะไรหรือเปล่า ถ้าอย่างนั้นเราจะไปหาคำตอบกันว่าการชาร์จแบบไหนจึงจะถูกต้องและปลอดภัยมากที่สุด โดยเบื้องต้นนั้นการชาร์จรถ EV สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับการใช้งานอุปกรณ์ที่มีอยู่ รวมไปถึงระบบไฟฟ้า ทั้งไฟฟ้าภายในตัวบ้านหรือที่อาคารต่าง ๆ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

MODE 1 : สาย AC TO DC Cable ตรงกับไฟบ้าน
เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ประเภทนี้สามารถชาร์จแบตเตอรี่ผ่านปลั๊กไฟมาตรฐานตามที่พักอาศัยทั่วไปโดยตรงได้ เป็นสายชาร์จรถไฟฟ้าแบบธรรมดาที่ไม่มีระบบป้องกันภัย สามารถส่งกระแสไฟได้สูงสุดที่ 11 A. ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำ ทำให้ใช้เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่นาน นอกจากนี้การดึงกำลังไฟสูงจากเครื่องชาร์จจะทำให้สายไฟสะสมความร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ หากใช้ไฟเกินหรือชาร์จต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ได้
MODE 2 : สาย AC TO DC Cable ไม่มี Protection Device
เป็นระบบชาร์จที่มีวงจรเฉพาะในการชาร์จรถ EV แต่ไม่มีระบบควบคุมแรงดันไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน ซึ่งสายชาร์จรถไฟฟ้าที่แถมมาตอนซื้อรถยนต์ไฟฟ้านั้นจะเป็นการชาร์จประเภทนี้ ซึ่งไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับการเสียบทิ้งไว้ทั้งคืนเพราะไม่มีระบบตัดไฟเมื่อชาร์จเต็ม จึงควรใช้ในยามจำเป็นหรือระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น แต่โดยปกติเจ้าของรถมักจะเสียบค้างไว้ทั้งคืน ทำให้ไฟไหลเข้าตลอดเวลาจึงมีโอกาสเกิดอันตรายหรือทำให้แบตเตอรี่รถเสื่อมเร็วกว่าที่ควร

MODE 3 : Fixed, Dedicated Circuit-Socket
ที่ชาร์จรถไฟฟ้าประเภทนี้เรียกได้ว่ามีความปลอดภัยมากที่สุดสำหรับการชาร์จรถ EV ที่บ้าน ซึ่งต้องทำการชาร์จผ่าน EV Charger ตัวรถ EV จะเชื่อมต่อเครือข่ายไฟฟ้าโดยตรงผ่านปลั๊กและเต้ารับแบบพิเศษ มีวงจรเฉพาะที่สามารถชาร์จได้ที่ 3.7 – 22 kW. มีการติดตั้งระบบป้องกันภัย เช่น ป้องกันอุณหภูมิเกิน , มีระบบสายดิน , มีระบบป้องกันโหลดเกินขณะชาร์จ สามารถเพิ่มอุปกรณ์กันไฟรั่วและกันไฟกระชากเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
MODE 4 : DC Connection
EV Charger ทั้ง 3 ประเภทที่ได้กล่าวมาข้างต้นเป็นการต่อตรงกับแหล่งจ่ายไฟบ้านหรืออาคาร แตกต่างจากระบบของประเภทที่ 4 นี้ ที่จะรับไฟกระแสตรงจากสถานีชาร์จผ่านปลั๊กเฉพาะแบบ และไม่ได้ผ่านระบบชาร์จในรถจึงสามารถชาร์จได้ถึง 50kW. หรือที่เรียกกันว่า Fast Charge ซึ่งสถานีชาร์จประเภทนี้จะมีค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนและความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าสูง

อยากได้ EV Charger สักเครื่องต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
สำหรับผู้ที่ขับรถ EV อยู่แล้ว และสนใจจะหาเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ที่บ้านสักเครื่องก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย โดยขั้นแรกคือการสำรวจรถ EV ที่ใช้อยู่ก่อนว่า On-Board Charger ที่อยู่ในรถมีขนาดเท่าไหร่ ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็จะมีขนาดไม่เท่ากัน หลังจากนั้นจึงค่อยไปเลือกซื้อ สายชาร์จรถไฟฟ้า เพื่อให้ได้ขนาดกำลังไฟในการชาร์จที่เหมาะสมกับรถ EV ที่ใช้งานอยู่

ที่มา : homeguru

bottom of page